เจาะเทรนด์ Micro-mobility ไทย: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะครองเมือง?
- ประเด็นสำคัญของการเดินทางยุคใหม่
- ภาพรวม Micro-mobility: การเดินทางแห่งอนาคตในเมืองไทย
- เจาะลึกตลาด Micro-mobility และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทย
- E-Scooters vs. E-Mopeds: ยานพาหนะใดจะครองตลาด?
- โอกาสและความท้าทายของ Micro-mobility ในบริบทไทย
- ทิศทางอนาคตและการส่งเสริมจากภาคส่วนต่างๆ
- บทสรุป: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเมืองไทยได้จริงหรือ?
- ค้นหาโซลูชันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ
การเดินทางในเมืองใหญ่ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติดสะสม มลพิษทางอากาศ หรือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้แนวคิดการเดินทางทางเลือกระยะสั้น หรือ Micro-mobility เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางของผู้คนในเมืองได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญของการเดินทางยุคใหม่
- การเติบโตแบบก้าวกระโดด: ตลาด Micro-mobility ในไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 98.7% จนถึงปี 2030 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ตอบโจทย์การเดินทาง First/Last Mile: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นโซลูชันที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะหลัก เช่น รถไฟฟ้า BTS/MRT ช่วยลดเวลาและเพิ่มความสะดวกสบาย
- ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก: ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจราจรที่หนาแน่น และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ Micro-mobility ได้รับความนิยม
- โอกาสและความท้าทาย: แม้จะมีโอกาสทางธุรกิจมหาศาล แต่การเติบโตของ Micro-mobility ในไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป
ภาพรวม Micro-mobility: การเดินทางแห่งอนาคตในเมืองไทย
ท่ามกลางภูมิทัศน์ของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเดินทางก็จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย แนวคิด เจาะเทรนด์ Micro-mobility ไทย: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะครองเมือง? จึงกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับสังคมเมืองในปัจจุบัน Micro-mobility ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นวิวัฒนาการของการเดินทางส่วนบุคคลที่มุ่งเน้นความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นและต้องการทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือระบบขนส่งสาธารณะเพียงอย่างเดียว
ความสำคัญของ Micro-mobility เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหา “การเดินทางเที่ยวแรกและเที่ยวสุดท้าย” (First-mile/Last-mile) ซึ่งเป็นช่องว่างของการเดินทางจากบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือจากสถานีไปยังที่ทำงาน การมียานพาหนะขนาดเล็กที่สามารถพกพาหรือจอดได้สะดวก จะช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้และทำให้ระบบขนส่งมวลชนโดยรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทำความเข้าใจ Micro-mobility คืออะไร?
Micro-mobility หมายถึง การเดินทางระยะสั้นโดยใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และส่วนใหญ่มักขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ยานพาหนะเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อการเดินทางคนเดียวในระยะทางไม่ไกลนัก โดยทั่วไปจะมีความเร็วไม่สูงมากนัก และเน้นการใช้งานในเขตเมืองเป็นหลัก หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการนำเสนอทางเลือกการเดินทางที่เข้าถึงง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ
ยานพาหนะในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อการเดินทางที่ไม่เกิน 5–10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะเดิน แต่ก็สั้นเกินไปสำหรับการเรียกรถแท็กซี่หรือขับรถยนต์ส่วนตัว ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไปทำงาน ไปซื้อของ หรือการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ
ประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่ได้รับความนิยม
ยานพาหนะที่จัดอยู่ในกลุ่ม Micro-mobility มีความหลากหลาย แต่ประเภทที่พบเห็นได้บ่อยและกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย ได้แก่:
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooters): เป็นยานพาหนะที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ ด้วยดีไซน์ที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา พับเก็บง่าย และใช้งานสะดวก ทำให้เหมาะกับการเดินทางในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวสูง ผู้ใช้สามารถควบคุมความเร็วได้ง่ายและสามารถนำขึ้นรถไฟฟ้าหรือเก็บไว้ใต้โต๊ะทำงานได้
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bikes): เป็นการผสมผสานระหว่างจักรยานทั่วไปกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยผ่อนแรงในการปั่น ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลและเร็วกว่าจักรยานธรรมดาโดยไม่เหนื่อยมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเบาๆ ไปพร้อมกับการเดินทาง
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (E-Mopeds): มีลักษณะคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน มีความเร็วและระยะทางที่ไปได้ไกลกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะกลาง และเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่น
- โฮเวอร์บอร์ด (Hoverboards) และสเก็ตบอร์ดไฟฟ้า (Electric Skateboards): เป็นยานพาหนะเพื่อความบันเทิงและการเดินทางระยะสั้นมากๆ แม้จะยังไม่แพร่หลายในวงกว้างสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ Micro-mobility ที่น่าสนใจ
เจาะลึกตลาด Micro-mobility และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ตลาด Micro-mobility ในประเทศไทยกำลังแสดงสัญญาณการเติบโตที่น่าทึ่ง และมีศักยภาพที่จะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศการเดินทางในอนาคต โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้านที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนถึงนโยบายของภาครัฐ
มูลค่าตลาดและอัตราการเติบโตที่น่าจับตา
ข้อมูลตลาดชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงอนาคตที่สดใสของ Micro-mobility ในไทย ในปี 2020 ตลาดนี้มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 11.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate – CAGR) ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 98.7% ในช่วงปี 2021-2030 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการเดินทางของประเทศ
อัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 100% ต่อปี บ่งชี้ว่า Micro-mobility ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยมีอัตราการยอมรับของผู้บริโภคสูงกว่าตลาดเรียกรถโดยสาร (Ride-hailing) ถึง 10 เท่า
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้บ่งบอกว่าผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานในเมือง กำลังมองหาทางเลือกการเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ดีกว่าเดิม ซึ่งยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กสามารถตอบสนองความต้องการด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และความเป็นส่วนตัวได้เป็นอย่างดี
| ด้าน | รายละเอียด |
|---|---|
| ขนาดตลาด (ปี 2020) | 11.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| อัตราการเติบโตคาดการณ์ (CAGR 2021-2030) | 98.7% |
| ประเภทยานพาหนะยอดนิยม | E-Mopeds (ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด) |
| โมเดลธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด | การเดินทาง First & Last-mile |
ปัจจัยขับเคลื่อนเทรนด์ EV ขนาดเล็กในไทย
การเติบโตของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้เทรนด์นี้กลายเป็นจริง
ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและการลดมลพิษ
ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ กลายเป็นวาระสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กซึ่งไม่ปล่อยไอเสียจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น การใช้พลังงานไฟฟ้ายังมีต้นทุนที่ถูกกว่าน้ำมัน ทำให้ผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อีกทางหนึ่ง
การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่
ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นปัญหาเรื้อรังของเมืองไทย การใช้ยานพาหนะขนาดเล็กอย่างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้ผู้ใช้สามารถหลีกเลี่ยงรถติดและเดินทางได้อย่างคล่องตัวกว่ามาก สามารถลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยหรือใช้เส้นทางที่รถยนต์เข้าไม่ถึง ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินทางได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมืองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
การสนับสนุนจากภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างชัดเจน เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์สันดาปและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่านโยบายส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็ส่งผลดีทางอ้อมต่อตลาด Micro-EVs ด้วยเช่นกัน การขยายโครงข่ายสถานีชาร์จ และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของยานยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้ผู้บริโภคเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น นอกจากนี้ การขยายตัวของระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า ยิ่งทำให้ความต้องการยานพาหนะสำหรับเชื่อมต่อการเดินทาง (First/Last Mile) เพิ่มสูงขึ้น
E-Scooters vs. E-Mopeds: ยานพาหนะใดจะครองตลาด?
ในตลาด Micro-mobility ที่กำลังเติบโตนี้ ยานพาหนะสองประเภทที่โดดเด่นและมีการแข่งขันกันสูงคือ E-Mopeds และ E-Scooters ซึ่งแต่ละประเภทก็มีจุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป
E-Mopeds: ผู้นำตลาดในปัจจุบัน
จากข้อมูลในอดีตและคาดการณ์อนาคต E-Mopeds หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ยังคงเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม Micro-mobility ของไทย เหตุผลหลักมาจากความคุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทยกับรถมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างดี ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ E-Mopeds ไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากนี้ E-Mopeds ยังให้ความรู้สึกมั่นคงในการขับขี่ สามารถทำความเร็วได้สูงกว่าและเดินทางได้ในระยะทางที่ไกลกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จึงเหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลายกว่า ตั้งแต่การเดินทางไปทำงานจนถึงการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
กลุ่มผู้ใช้หลักของ E-Mopeds คือกลุ่มคนทำงานและนักศึกษาที่ต้องการยานพาหนะส่วนตัวที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงต้องการสมรรถนะที่ใกล้เคียงกับมอเตอร์ไซค์ทั่วไป
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooters): ดาวรุ่งพุ่งแรง
แม้ว่าปัจจุบัน E-Mopeds จะครองตลาดอยู่ แต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Scooters กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตการเดินทางของไทย จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือความสะดวกและคล่องตัว ด้วยน้ำหนักที่เบา ขนาดกะทัดรัด และความสามารถในการพับเก็บได้ ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางในระยะสั้นๆ และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ
กลุ่มเป้าหมายของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือคนเมืองยุคใหม่ กลุ่มวัยรุ่น และคนทำงานที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางสูงสุด การใช้งานที่ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่จอดรถ และสามารถพกพาเข้าไปในอาคารหรือขึ้นรถไฟฟ้าได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้ E-Scooters ได้รับความนิยมจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและทำงานในใจกลางเมือง
โอกาสและความท้าทายของ Micro-mobility ในบริบทไทย
การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทรนด์ Micro-mobility เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความท้าทายหลายประการที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเดินทางแห่งอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน
โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตของผู้ประกอบการ
ธุรกิจ Sharing Mobility และบริการจัดส่ง Last-Mile
โอกาสที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการเกิดขึ้นของธุรกิจบริการยานพาหนะแบ่งปัน (Sharing Mobility) ซึ่งผู้ใช้สามารถเช่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือจักรยานไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานในระยะเวลาสั้นๆ โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายประเทศทั่วโลก และมีศักยภาพที่จะเติบโตในไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ธุรกิจจัดส่งสินค้าและอาหาร (Last-mile delivery) สามารถนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงาน และเข้าถึงพื้นที่ที่รถยนต์เข้าถึงได้ยาก
การผลิตและพัฒนาในประเทศ
การเติบโตของตลาดเป็นแรงผลักดันให้เกิดการลงทุนในการผลิตและประกอบยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กภายในประเทศ เช่น กรณีของบริษัท EZYRIDE ที่ผลิตสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าประกอบในไทย ทำให้มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น และเป็นการสร้างงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น โอกาสนี้ยังเปิดกว้างสำหรับสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการไทยในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบแบตเตอรี่ สถานีสลับแบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์การจัดการ
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเป็นกระแสหลักของ Micro-mobility ในไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องก้าวข้าม
กฎหมายและข้อบังคับที่ยังไม่ชัดเจน
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่รองรับการใช้งานยานพาหนะประเภทนี้บนท้องถนนสาธารณะอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนว่าสามารถขับขี่บนถนนหรือทางเท้าได้หรือไม่ การขาดกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเร็วสูงสุด อุปกรณ์ความปลอดภัย และการทำประกันภัย เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตและการยอมรับในวงกว้าง
โครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยบนท้องถนน
โครงสร้างพื้นฐานของถนนในเมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับยานพาหนะขนาดเล็ก การขาดเลนจักรยานหรือช่องทางเฉพาะสำหรับ Micro-mobility ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้ถนนร่วมกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง นอกจากนี้ สภาพพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบและปัญหาทางเท้าที่เป็นอุปสรรค ยังเป็นความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ทิศทางอนาคตและการส่งเสริมจากภาคส่วนต่างๆ
เพื่อผลักดันให้ Micro-mobility กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ยั่งยืนในประเทศไทย การสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
บทบาทของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้และผลักดันอุตสาหกรรม การจัดงานสัมมนาและฟอรัมต่างๆ เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัป และหน่วยงานภาครัฐได้มาพบปะและหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต
ตัวอย่างเช่น การจัดงาน EV Tech Forum 2025 ที่จะเกิดขึ้นที่ไบเทค บางนา ภายในงาน Metalex 2025 ซึ่งจะมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจอย่าง “ส่องเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “จากนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง: ความท้าทายและโอกาสของ Micro EVs ในไทย” กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเร่งการพัฒนาและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและความท้าทายของ Micro-mobility ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมและเตรียมพร้อมสำหรับตลาดที่กำลังจะเติบโต
แนวโน้มการใช้งานจริงในอนาคต
ในอนาคตอันใกล้ คาดว่าจะได้เห็นการใช้งาน Micro-mobility ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่การใช้งานส่วนบุคคล แต่จะขยายไปสู่ภาคธุรกิจ เช่น โรงแรมและรีสอร์ทที่ให้บริการเช่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแก่นักท่องเที่ยว หรือนิคมอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยที่นำยานพาหนะเหล่านี้มาใช้เป็นระบบขนส่งภายในพื้นที่ นอกจากนี้ หากมีการพัฒนากฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม โมเดลธุรกิจ Sharing Mobility ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ
บทสรุป: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเมืองไทยได้จริงหรือ?
จากข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่าเทรนด์ Micro-mobility โดยเฉพาะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มีศักยภาพสูงมากที่จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของอนาคตการเดินทางในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตของตลาดที่คาดการณ์ไว้สูงเกือบ 100% ต่อปี ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาจราจร และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ทำให้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังจะกลายเป็นทางออกที่จำเป็นสำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่
อย่างไรก็ตาม การจะทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า “ครองเมือง” ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนและทันสมัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพื่อรองรับการใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของ Micro-mobility และนำพาสังคมไทยไปสู่ระบบการเดินทางที่สะอาด สะดวก และยั่งยืนยิ่งขึ้น
ค้นหาโซลูชันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ
สำหรับผู้ที่สนใจในเทรนด์การเดินทางแห่งอนาคตและกำลังมองหายานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า E-bike และจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
