“`html
รัฐช่วยซื้อ E-Bike? วิเคราะห์นโยบาย EV สองล้อปี 2569
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในภาคการขนส่ง คำถามที่หลายคนสนใจคือ “รัฐช่วยซื้อ E-Bike? วิเคราะห์นโยบาย EV สองล้อปี 2569” ซึ่งคำตอบนั้นชัดเจนว่าภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบนโยบาย EV 3.5 ที่มุ่งเป้าส่งเสริมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและกระตุ้นการใช้งานในหมู่ประชาชนทั่วไป
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV ปี 2569
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับการซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่ผลิตในประเทศในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- การลดหย่อนภาษี: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายสุดท้ายให้ต่ำลง
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: นโยบายมุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิต E-Bike ที่แข็งแกร่งในประเทศ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- สร้างระบบนิเวศ EV: เป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จ เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
- ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น: การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลโดยตรงให้ราคาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
ส่วนนำ (Lead)
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐกำลังเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า รัฐช่วยซื้อ E-Bike? วิเคราะห์นโยบาย EV สองล้อปี 2569 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการ EV 3.5 ระยะที่ 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี 2567-2570 ได้กลายเป็นกลไกหลักที่ภาครัฐใช้เพื่อกระตุ้นตลาด ด้วยการให้เงินอุดหนุนโดยตรง การลดหย่อนภาษี และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม ทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมสำหรับคนไทย นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคและลดปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน
บทนำ (Introduction)
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่การดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐ มาตรการ EV 3.5 เฟส 2 ที่ครอบคลุมถึงปี 2569 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาด EV กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด นโยบายนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนทั่วไปที่มองหายานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ต่ำลง รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบาย ทั้งเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเงื่อนไขต่างๆ จะช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถวางแผนการซื้อและใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 เฟส 2: กลไกขับเคลื่อนหลัก
มาตรการ EV 3.5 คือชื่อเรียกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยระยะที่ 2 (เฟส 2) ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากเฟสแรกและปรับเงื่อนไขให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ
ภาพรวมและเป้าหมายของมาตรการ
เป้าหมายหลักของมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่มุ่งหวังผลในระยะยาวที่กว้างกว่านั้น ได้แก่:
- การเป็นฐานการผลิต EV ในภูมิภาค: ดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนระดับโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี
- การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศโดยการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง ซึ่งรถจักรยานยนต์เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญ
- การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และหันมาใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองในประเทศมากขึ้น
- การกระตุ้นเศรษฐกิจ: สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับ EV เช่น การผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุม
เงินอุดหนุนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) โดยเฉพาะ
สำหรับกลุ่มรถสองล้อไฟฟ้า มาตรการนี้ได้กำหนดเงื่อนไขและเงินอุดหนุนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตลาดรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนไทยจำนวนมาก โดยในปี 2569 ผู้ซื้อจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้:
- จำนวนเงินอุดหนุน: 10,000 บาทต่อคัน
- เงื่อนไขของยานพาหนะ:
- ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย
- มีราคาจำหน่ายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท
- ใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
เงื่อนไขเรื่องขนาดแบตเตอรี่ที่ 3 kWh เป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐต้องการส่งเสริม E-Bike ที่มีคุณภาพและมีระยะทางการวิ่งที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่วิ่งได้ระยะทางสั้นๆ
เงินอุดหนุนจำนวนนี้จะถูกส่งมอบในรูปแบบของส่วนลด ณ จุดจำหน่าย ทำให้ผู้ซื้อจ่ายเงินในราคาที่ถูกลงทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยื่นขอคืนเงินที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นวิธีที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
| ประเภทยานยนต์ | เงื่อนไขสำคัญ | เงินอุดหนุน (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ผลิตในประเทศ, ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | 10,000 |
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | สูงสุด 100,000 (ปี 2567) และลดหลั่นลงในปีถัดไป |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV) | ผลิตในประเทศ, ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | สูงสุด 100,000 |
รัฐช่วยซื้อ E-Bike? วิเคราะห์นโยบาย EV สองล้อปี 2569 อย่างละเอียด
การวิเคราะห์นโยบาย EV สำหรับรถสองล้อในปี 2569 ต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขเงินอุดหนุน เพราะมาตรการทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุนถือเป็นอีกสองเสาหลักที่ค้ำจุนนโยบายนี้ให้แข็งแกร่งและส่งผลกระทบในวงกว้าง
สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาเข้าถึงง่าย
นอกเหนือจากเงินอุดหนุน 10,000 บาทแล้ว ภาครัฐยังใช้เครื่องมือทางภาษีเพื่อลดต้นทุนรวมของ E-Bike อีกด้วย ซึ่งประกอบด้วย:
- การลดอัตราภาษีสรรพสามิต: ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าบางประเภท ณ โรงงานผลิต การลดอัตราภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตลดลง ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายถูกลงตามไปด้วย
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับชิ้นส่วนสำคัญที่ยังไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ เช่น เซลล์แบตเตอรี่ หรือมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง การลดหรือยกเว้นอากรนำเข้าช่วยให้ผู้ประกอบการที่ผลิต E-Bike ในไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ทำให้สามารถทำราคาแข่งขันในตลาดได้
การทำงานร่วมกันของมาตรการเหล่านี้ ทำให้ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์ ไม่เพียงแต่ได้รับส่วนลด 10,000 บาท แต่ยังมีราคาตั้งต้นที่ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นหากไม่มีนโยบายสนับสนุนนี้ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคถึงสองชั้น
บทบาทของ BOI ในการสร้างระบบนิเวศ E-Bike ที่ยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานอุตสาหกรรม E-Bike ในระยะยาว โดยเริ่มให้การส่งเสริมมาตั้งแต่ปี 2560 และมีการปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่อง BOI ให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนที่ต้องการตั้งโรงงานผลิต E-Bike และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล, การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี
เป้าหมายของ BOI คือการสร้าง “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ครบวงจร ซึ่งหมายถึงการมีผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งหมดอยู่ในประเทศ ตั้งแต่:
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน (เช่น โครงรถ, ระบบเบรก)
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูง (เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์, ระบบควบคุม)
- โรงงานประกอบยานยนต์
- ผู้ให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) หรือสถานีชาร์จ
- ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่
เมื่อระบบนิเวศนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ตลาดผู้ใช้ E-Bike แต่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลกระทบต่อตลาดและราคาจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย
นโยบายของรัฐบาลย่อมส่งผลโดยตรงต่อกลไกตลาด การทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมองเห็นภาพอนาคตของตลาด E-Bike ในไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คาดการณ์ทิศทางราคา E-Bike ในปี 2569
จากปัจจัยสนับสนุนทั้งหมด คาดการณ์ได้ว่าในปี 2569 ราคาของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์จะน่าดึงดูดใจอย่างมาก ตัวอย่างเช่น หาก E-Bike รุ่นหนึ่งมีราคาตั้งต้นจากโรงงานที่ 70,000 บาท เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ราคาจำหน่ายปลีกอาจอยู่ที่ประมาณ 65,000 บาท และเมื่อผู้ซื้อได้รับเงินอุดหนุนอีก 10,000 บาท จะทำให้ราคาที่จ่ายจริงเหลือเพียง 55,000 บาทเท่านั้น
การแข่งขันในตลาดจะสูงขึ้น ผู้ผลิตหลายรายจะพยายามพัฒนารถรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของภาครัฐ (แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh, ราคา ≤ 150,000 บาท) เพื่อให้ลูกค้าของตนได้รับสิทธิ์ในเงินอุดหนุน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะมีตัวเลือกหลากหลายในราคาที่สมเหตุสมผล
ศักยภาพการเติบโตของตลาด E-Bike ในไทยและเวทีโลก
ข้อมูลวิจัยชี้ให้เห็นว่าตลาดรถจักรยานไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากมูลค่า 24,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2564 คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 42,270 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ประกอบกับนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ ทำให้ไทยเป็นที่น่าจับตามองในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่คนไทยคุ้นเคยกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ E-Bike สามารถทำได้ไม่ยากนัก หากมีผลิตภัณฑ์ที่ดีและราคาที่เหมาะสม
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike ตามมาตรการรัฐ
แม้ว่านโยบายภาครัฐจะทำให้การซื้อ E-Bike น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ผู้บริโภคควรพิจารณาปัจจัยรอบด้านเพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานของตนเองอย่างแท้จริง
ความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว
ความคุ้มค่าของ E-Bike ไม่ได้วัดจากราคาซื้อที่ถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนรวมตลอดการใช้งาน (Total Cost of Ownership) ด้วย ซึ่ง E-Bike มีข้อได้เปรียบเหนือรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันหลายประการ:
- ค่าพลังงาน: ค่าไฟฟ้าในการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้งถูกกว่าการเติมน้ำมันเต็มถังอย่างมาก โดยอาจประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 5-10 เท่า ขึ้นอยู่กับระยะทางที่วิ่งและอัตราค่าไฟฟ้า
- ค่าบำรุงรักษา: E-Bike มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือไส้กรองอากาศ ทำให้ค่าบำรุงรักษาตามระยะทางต่ำกว่ามาก
- จุดคุ้มทุน: แม้ราคาเริ่มต้นของ E-Bike บางรุ่นอาจยังสูงกว่ารถน้ำมันในพิกัดเดียวกัน แต่เมื่อนำส่วนต่างของค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษามาคำนวณ จะพบว่ามี “จุดคุ้มทุน” ที่การประหยัดค่าใช้จ่ายจะเริ่มแซงหน้าส่วนต่างของราคาเริ่มต้นได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน หากใช้งานในระยะทางสั้นๆ ทุกวัน จุดคุ้มทุนก็จะมาถึงเร็วกว่าการใช้งานน้อยครั้ง
การเตรียมความพร้อมของผู้ซื้อ
ก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้ซื้อควรเตรียมตัวและตรวจสอบข้อมูลในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ตรวจสอบรุ่นที่เข้าร่วมโครงการ: สอบถามผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่า E-Bike รุ่นที่สนใจนั้นมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของภาครัฐและเข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนหรือไม่
- พิจารณาพฤติกรรมการใช้งาน: ประเมินระยะทางที่ใช้ในแต่ละวัน เพื่อเลือกรุ่นที่มีขนาดแบตเตอรี่และระยะทางวิ่งต่อการชาร์จที่เหมาะสม
- วางแผนเรื่องการชาร์จ: ตรวจสอบว่าที่พักอาศัยหรือที่ทำงานมีจุดที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จได้อย่างสะดวกและปลอดภัยหรือไม่ หรือพิจารณารุ่นที่สามารถถอดแบตเตอรี่ออกมาชาร์จในอาคารได้
- ศึกษาข้อมูลการรับประกัน: โดยเฉพาะการรับประกันแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุด ควรเลือกรุ่นที่มีการรับประกันที่น่าเชื่อถือและมีระยะเวลานานพอสมควร
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “รัฐช่วยซื้อ E-Bike? วิเคราะห์นโยบาย EV สองล้อปี 2569” นั้นชัดเจนว่าภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนที่แข็งขันและเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ EV 3.5 เฟส 2 ที่มอบทั้งเงินอุดหนุน 10,000 บาท และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อทำให้ราคาของจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ด้วยแรงหนุนจากภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และแนวโน้มของเทคโนโลยีที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจในวันนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในระยะยาว แต่ยังเป็นการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและอนาคตที่สะอาดขึ้นสำหรับทุกคน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมือง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมและศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE หรือสอบถามผ่านทาง LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง
“`
