ชาร์จ 1 ครั้งกี่บาท? สูตรคำนวณค่าไฟรถไฟฟ้า เทียบน้ำมันประหยัดกี่เท่า
ในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนและกระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ “ชาร์จ 1 ครั้งกี่บาท? สูตรคำนวณค่าไฟรถไฟฟ้า เทียบน้ำมันประหยัดกี่เท่า” การทำความเข้าใจในโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการตัดสินใจที่รอบด้านและประเมินความคุ้มค่าในระยะยาว
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรถไฟฟ้า
- ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถไฟฟ้าหนึ่งครั้งจนเต็มขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดความจุของแบตเตอรี่ (หน่วยเป็นกิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือ kWh) และอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย ณ สถานที่และเวลาที่ทำการชาร์จ
- การชาร์จไฟที่บ้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลา Off-Peak (นอกช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง) เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าการชาร์จที่สถานีบริการสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
- เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้ามีความประหยัดด้านค่าพลังงานมากกว่าอย่างชัดเจน โดยสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 3.5 เท่า ไปจนถึงมากกว่า 5 เท่า ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการชาร์จและอัตราค่าไฟฟ้า
- การคำนวณค่าใช้จ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ ทั้งในรูปแบบค่าชาร์จต่อครั้ง และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตร เพื่อให้เห็นภาพรวมของความคุ้มค่าที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
- นอกจากค่าพลังงานที่ถูกกว่าแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังมีค่าบำรุงรักษาโดยรวมต่ำกว่ารถยนต์สันดาป เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากขึ้น
แกะสูตรคำนวณค่าไฟรถไฟฟ้าอย่างละเอียด
การเข้าใจวิธีคำนวณค่าไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับผู้ใช้งานทุกคน ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายและเลือกรูปแบบการชาร์จที่เหมาะสมที่สุดได้ การคำนวณไม่ได้มีความซับซ้อน แต่ต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับตัวรถและอัตราค่าบริการไฟฟ้า
ปัจจัยพื้นฐานในการคำนวณ
ก่อนที่จะเข้าสู่สูตรการคำนวณ จำเป็นต้องทำความเข้าใจสององค์ประกอบหลักที่มีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่าย:
- ความจุแบตเตอรี่ (Battery Capacity): วัดเป็นหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเปรียบเสมือนขนาดของ “ถังน้ำมัน” ในรถยนต์ไฟฟ้า ยิ่งความจุมาก รถก็จะวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และในขณะเดียวกันก็จะใช้พลังงานในการชาร์จจนเต็มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh จะมีความจุน้อยกว่ารถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 90 kWh
- อัตราค่าไฟฟ้า (Electricity Rate): วัดเป็นหน่วย บาท/หน่วย (บาท/kWh) ซึ่งเป็นราคาของไฟฟ้าที่ต้องจ่าย อัตรานี้จะแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ สถานที่ (บ้านหรือสถานีชาร์จสาธารณะ) และช่วงเวลาของวัน (On-Peak หรือ Off-Peak)
วิธีคำนวณค่าชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
สูตรการคำนวณค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจาก 0% ถึง 100% นั้นตรงไปตรงมาและสามารถคำนวณได้ดังนี้:
ค่าใช้จ่ายในการชาร์จเต็ม (บาท) = ความจุแบตเตอรี่ (kWh) × อัตราค่าไฟฟ้า (บาท/หน่วย)
ตัวอย่างการคำนวณ:
- กรณีรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 50 kWh:
- หากชาร์จที่บ้านในช่วง Off-Peak ซึ่งมีอัตราค่าไฟสมมติที่ 3.8 บาทต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายจะเท่ากับ 50 kWh × 3.8 บาท/kWh = 190 บาท
- หากชาร์จที่สถานีชาร์จสาธารณะที่มีอัตราค่าบริการ 9 บาทต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 kWh × 9 บาท/kWh = 450 บาท
- กรณีรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 90 kWh:
- หากชาร์จที่บ้านด้วยอัตราค่าไฟเฉลี่ย 4.2 บาทต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายในการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งจะอยู่ที่ 90 kWh × 4.2 บาท/kWh = 378 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า สถานที่และเวลาในการชาร์จส่งผลต่อค่าใช้จ่ายอย่างมาก การชาร์จที่บ้านในช่วงเวลาที่ค่าไฟถูกที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด
วิธีคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร
เพื่อให้เห็นภาพความประหยัดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ ซึ่งช่วยให้เปรียบเทียบกับต้นทุนของรถยนต์สันดาปได้โดยตรง การคำนวณมีขั้นตอนดังนี้:
- หาระยะทางที่รถวิ่งได้ต่อไฟฟ้า 1 หน่วย (1 kWh): โดยดูจากข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถ (หน่วยเป็น kWh/100 km)
ระยะทางต่อ 1 หน่วย (km/kWh) = 100 ÷ อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน (kWh/100 km) - คำนวณค่าไฟต่อกิโลเมตร: นำอัตราค่าไฟฟ้ามาหารด้วยระยะทางที่คำนวณได้ในขั้นตอนแรก
ค่าไฟต่อกิโลเมตร (บาท/km) = อัตราค่าไฟฟ้า (บาท/หน่วย) ÷ ระยะทางต่อ 1 หน่วย (km/kWh)
ตัวอย่างการคำนวณ:
- กรณีรถยนต์ NETA X (อัตราสิ้นเปลือง 18.5 kWh/100 km) ชาร์จที่บ้าน Off-Peak (3.8 บาท/หน่วย):
- ระยะทางต่อ 1 หน่วย = 100 ÷ 18.5 ≈ 5.4 กิโลเมตร/หน่วย
- ค่าไฟต่อกิโลเมตร = 3.8 บาท ÷ 5.4 กม. ≈ 0.70 บาท/กิโลเมตร
- กรณีรถยนต์ BYD Dolphin (อัตราสิ้นเปลือง 15.2 kWh/100 km) ชาร์จที่บ้านด้วยค่าไฟ (3.2484 บาท/หน่วย):
- ระยะทางต่อ 1 หน่วย = 100 ÷ 15.2 ≈ 6.58 กิโลเมตร/หน่วย
- ค่าไฟต่อกิโลเมตร = 3.2484 บาท ÷ 6.58 กม. ≈ 0.49-0.50 บาท/กิโลเมตร
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหนึ่งบาทต่อกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
อัตราค่าไฟฟ้า: ชาร์จที่ไหนคุ้มค่าที่สุด
อัตราค่าไฟฟ้าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการกำหนดค่าใช้จ่ายของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การเลือกสถานที่และเวลาชาร์จที่เหมาะสมสามารถสร้างความแตกต่างของค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล
การชาร์จที่บ้าน: ตัวเลือกที่ประหยัดที่สุด
การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน (EV Home Charger) และชาร์จไฟในช่วงเวลากลางคืนถือเป็นวิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุด อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยจะแบ่งเป็น 2 ช่วงหลักตามนโยบายของภาครัฐ (อัตรา TOU – Time of Use) สำหรับผู้ที่ขอติดตั้งมิเตอร์แยกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า:
- On-Peak (ช่วงเวลา 09:00 – 22:00 น.): เป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง อัตราค่าไฟจะสูงกว่าปกติ
- Off-Peak (ช่วงเวลา 22:00 – 09:00 น.): เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ อัตราค่าไฟจะถูกลงอย่างมาก โดยทั่วไปอาจอยู่ที่ประมาณ 2.63 – 2.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นโอกาสทองของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการลดค่าใช้จ่าย
การตั้งเวลาชาร์จรถยนต์ให้เริ่มทำงานหลัง 22:00 น. เป็นต้นไป จะช่วยให้เจ้าของรถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การชาร์จที่สถานีสาธารณะ
สถานีชาร์จสาธารณะมอบความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกลหรือในกรณีฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม อัตราค่าบริการมักจะสูงกว่าการชาร์จที่บ้าน เนื่องจากรวมต้นทุนค่าติดตั้ง ค่าบำรุงรักษา และค่าดำเนินการของผู้ให้บริการเข้าไปด้วย อัตราค่าบริการจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการและประเภทของหัวชาร์จ (AC หรือ DC Fast Charging)
| ผู้ให้บริการ / ประเภท | อัตราค่าบริการ On-Peak (บาท/หน่วย) | อัตราค่าบริการ Off-Peak (บาท/หน่วย) |
|---|---|---|
| PTT EV (เครื่องชาร์จ <300 kW) | 6.9 | 4.5 |
| PTT EV (เครื่องชาร์จ >300 kW) | 8.8 | ไม่มีข้อมูล |
| DC Charging (ทั่วไป) | 6.6 – 7.7 | ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ |
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ในช่วง Off-Peak ของสถานีสาธารณะ อัตราค่าบริการก็ยังสูงกว่าการชาร์จที่บ้านอย่างชัดเจน ดังนั้น การวางแผนการเดินทางและใช้การชาร์จที่บ้านเป็นหลักจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการควบคุมค่าใช้จ่าย
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย: รถไฟฟ้า vs รถสันดาป
เมื่อมีข้อมูลการคำนวณและอัตราค่าไฟฟ้าแล้ว ก็สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงกับค่าใช้จ่ายของรถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของความประหยัดที่เกิดขึ้นจริง
ความแตกต่างของค่าพลังงานรายเดือน
จากการเก็บข้อมูลพบว่า ผู้ที่เปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานรายเดือนได้อย่างมาก:
- ค่าใช้จ่ายน้ำมันเดิม: โดยเฉลี่ยอาจอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับระยะทางและราคาน้ำมัน)
- ค่าใช้จ่ายชาร์จไฟใหม่: ลดลงเหลือเพียง 1,500 – 2,000 บาทต่อเดือน (เมื่อชาร์จที่บ้านเป็นหลัก)
นั่นหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยให้ประหยัดค่าพลังงานได้ประมาณ 3.5 ถึง 4.7 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้รถยนต์น้ำมันในระยะทางการใช้งานที่เท่ากัน
การวิเคราะห์ต้นทุนต่อระยะทาง
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรให้ภาพที่ชัดเจนที่สุดถึงความแตกต่างด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน:
- รถยนต์น้ำมัน: สมมติให้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 10 กิโลเมตร/ลิตร และราคาน้ำมันอยู่ที่ 35 บาท/ลิตร ต้นทุนจะอยู่ที่ 35 ÷ 10 = 3.5 บาท/กิโลเมตร
- รถยนต์ไฟฟ้า: จากตัวอย่างการคำนวณข้างต้น เมื่อชาร์จที่บ้านในช่วง Off-Peak ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 0.49 – 0.70 บาท/กิโลเมตร
เมื่อเปรียบเทียบกันโดยตรง การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟจากที่บ้านในช่วง Off-Peak สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรได้มากกว่ารถยนต์น้ำมันถึง 5 เท่า หรือมากกว่านั้น
ต้นทุนการบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายโดยรวม
ความประหยัดของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่าพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าด้วย เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนประกอบที่เคลื่อนไหวน้อยกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมาก ไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง หรือการดูแลระบบไอเสียที่ซับซ้อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด มีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนของรถยนต์ไฟฟ้า (รวมค่าบำรุงรักษา) อาจอยู่ที่ประมาณ 1,916 บาท ซึ่งต่ำกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป: ความคุ้มค่าของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
จากข้อมูลและการคำนวณทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีความคุ้มค่าและประหยัดกว่ารถยนต์สันดาปอย่างชัดเจน คำถามที่ว่า “ชาร์จ 1 ครั้งกี่บาท?” นั้นมีคำตอบที่หลากหลายขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และอัตราค่าไฟฟ้า แต่หัวใจสำคัญของความประหยัดคือการชาร์จที่บ้านในช่วงเวลา Off-Peak ซึ่งให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรที่ต่ำมาก
แม้ว่าราคาเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถยนต์สันดาปในบางรุ่น แต่เมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลงอย่างมหาศาล (ประหยัดกว่า 3-5 เท่า) และค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าในระยะยาว ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ชาญฉลาดสำหรับอนาคต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
เลือกสรรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
หากกำลังมองหายานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางที่ประหยัดและยั่งยืน
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
ช่องทางการติดต่อ:
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

