5 เสียงเตือนจาก E-Bike บอกอะไร? อย่าปล่อยไว้จนสาย
การใช้งานจักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานอาจมองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่รถส่งออกมา โดยเฉพาะเสียงผิดปกติ การทำความเข้าใจว่า 5 เสียงเตือนจาก E-Bike บอกอะไร? อย่าปล่อยไว้จนสาย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเสียงเหล่านั้นอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุได้
- เสียงผิดปกติจากจักรยานไฟฟ้าเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนประกอบต่างๆ เช่น ระบบเบรก มอเตอร์ หรือชุดขับเคลื่อน
- การเพิกเฉยต่อเสียงเหล่านี้อาจนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงขึ้นและค่าซ่อมที่สูงขึ้นในอนาคต
- การตรวจสอบและบำรุงรักษาเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันปัญหาส่วนใหญ่และยืดอายุการใช้งานของ E-Bike ได้
- ความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใส่ใจต่อ “สุขภาพ” ของจักรยานไฟฟ้าจึงเป็นการดูแลความปลอดภัยของตนเองโดยตรง
- เสียงบางอย่างอาจแก้ไขได้ง่ายด้วยตนเอง แต่บางเสียงอาจต้องการความช่วยเหลือจากช่างผู้ชำนาญเพื่อการแก้ไขที่ถูกต้อง
ความสำคัญของการฟังเสียงจักรยานไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) เป็นยานพาหนะที่ซับซ้อนกว่าจักรยานทั่วไป เนื่องจากมีระบบไฟฟ้า มอเตอร์ และแบตเตอรี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในขณะขับขี่ การเกิดเสียงผิดปกติจึงเปรียบเสมือน “อาการ” ที่รถกำลังพยายามสื่อสารกับผู้ใช้งานว่ามีบางอย่างทำงานไม่ถูกต้อง การเป็นผู้ฟังที่ดีและตอบสนองต่อสัญญาณเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญของการดูแลรักษารถให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยอยู่เสมอ
ทำไมการใส่ใจเสียงจึงสำคัญ? เพราะปัญหาเล็กน้อยที่ถูกละเลยสามารถลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ ตัวอย่างเช่น เสียงเบรกที่ดังเอี๊ยดอ๊าดในตอนแรกอาจเป็นเพียงแค่ฝุ่นละออง แต่หากปล่อยไว้อาจหมายถึงผ้าเบรกที่สึกหรอจนหมด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการหยุดรถและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่นเดียวกันกับเสียงจากมอเตอร์หรือโซ่ การแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการรับประกันว่าการเดินทางทุกครั้งจะราบรื่นและปลอดภัยสูงสุด ผู้ใช้งาน E-Bike ทุกคนจึงควรทำความคุ้นเคยกับเสียงการทำงานปกติของรถตนเอง เพื่อที่จะสามารถแยกแยะได้ทันทีเมื่อมีเสียงแปลกปลอมเกิดขึ้น
ถอดรหัส 5 เสียงเตือนภัยจาก E-Bike
เสียงที่เกิดขึ้นจากจักรยานไฟฟ้ามีหลากหลายรูปแบบ แต่มี 5 เสียงหลักที่มักพบได้บ่อยและเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน การทำความเข้าใจที่มาของเสียงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถระบุปัญหาและแก้ไขได้อย่างตรงจุด
1. เสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือเสียดสี จากระบบเบรก
คำอธิบายเสียง: เป็นเสียงแหลมสูงคล้ายโลหะเสียดสีกัน หรือเสียงดัง “เอี๊ยด” ที่เกิดขึ้นเมื่อทำการชะลอความเร็วหรือหยุดรถ เสียงนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่พบบ่อยที่สุดและเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย
สาเหตุที่เป็นไปได้:
- ผ้าเบรกสกปรกหรือปนเปื้อน: อาจมีคราบน้ำมัน ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกเกาะอยู่ที่ผิวของผ้าเบรกหรือจานเบรก ทำให้เกิดการเสียดสีที่ผิดปกติ
- ผ้าเบรกสึกหรอ: เมื่อผ้าเบรกถูกใช้งานจนบางเกินไป เนื้อโลหะของแผ่นรองผ้าเบรกจะเริ่มเสียดสีกับจานเบรกโดยตรง ทำให้เกิดเสียงดังและลดทอนประสิทธิภาพการเบรกอย่างรุนแรง
- จานเบรกคดงอ: หากจานเบรก (Brake Rotor) เกิดการบิดเบี้ยวจากการกระแทกหรือความร้อนสูง จะทำให้จานไปสัมผัสกับผ้าเบรกเป็นจังหวะและเกิดเสียงดังขึ้น
- การติดตั้งที่ไม่สมบูรณ์: คาลิปเปอร์เบรกที่ติดตั้งไม่ตรงแนวกับจานเบรก อาจทำให้ผ้าเบรกสัมผัสกับจานเบรกอย่างไม่สม่ำเสมอและก่อให้เกิดเสียงได้
การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น: เริ่มจากการทำความสะอาดจานเบรกและผ้าเบรกด้วยน้ำยาทำความสะอาดเบรกโดยเฉพาะ หากเสียงยังคงอยู่ ให้ตรวจสอบความหนาของผ้าเบรก หากบางกว่า 1-1.5 มิลลิเมตร ควรทำการเปลี่ยนใหม่ทันที ลองหมุนล้อเพื่อสังเกตว่าจานเบรกคดงอหรือไม่ หากพบปัญหาที่ซับซ้อน ควรนำรถเข้าพบช่างผู้ชำนาญเพื่อทำการปรับตั้งหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน
ระบบเบรกคืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด การได้ยินเสียงผิดปกติจากเบรกคือสัญญาณที่ต้องตรวจสอบทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้โดยเด็ดขาด
2. เสียงโซ่ดังแกรกๆ หรือโซ่กระโดด
คำอธิบายเสียง: เสียงโลหะดัง “แกรกๆ” หรือ “ครืดคราด” ต่อเนื่องขณะปั่น หรืออาจมีอาการ “โซ่กระโดด” คือความรู้สึกเหมือนโซ่ข้ามเฟืองขณะออกแรงกดบันได ซึ่งมักเกิดกับระบบขับเคลื่อน
สาเหตุที่เป็นไปได้:
- โซ่ขาดการหล่อลื่น: โซ่ที่แห้งเกินไปจะทำให้ข้อต่อของโซ่เกิดการเสียดสีกันรุนแรงและเกิดเสียงดัง
- โซ่และเฟืองสึกหรอ: เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง ทั้งโซ่และใบจานเฟืองจะเกิดการสึกหรอ ทำให้ข้อโซ่ไม่สามารถขบกับร่องฟันของเฟืองได้อย่างพอดี ส่งผลให้เกิดเสียงดังและอาการโซ่กระโดด
- โซ่สกปรก: การสะสมของฝุ่น ทราย และคราบสกปรกบนโซ่จะทำหน้าที่เหมือนกระดาษทราย เร่งการสึกหรอและก่อให้เกิดเสียงไม่พึงประสงค์
- ตีนผี (Derailleur) ตั้งไม่ตรง: หากตีนผีที่ทำหน้าที่เปลี่ยนเกียร์ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จะทำให้โซ่พยายามวิ่งเบียดไปยังเฟืองข้างเคียง เกิดเป็นเสียงดังต่อเนื่อง
การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น: ตรวจสอบสภาพโซ่ด้วยสายตา หากดูแห้งหรือมีสนิม ควรทำความสะอาดและหยอดน้ำมันหล่อลื่นสำหรับโซ่จักรยานโดยเฉพาะ หากทำความสะอาดแล้วยังคงมีเสียงดังอยู่ อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนโซ่และชุดเฟือง ซึ่งสามารถตรวจสอบการยืดของโซ่ได้ด้วยเครื่องมือวัดโซ่โดยเฉพาะ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาช่างเพื่อทำการปรับตั้งตีนผีหรือเปลี่ยนอะไหล่
3. เสียงหอน หรือเสียงคราง จากมอเตอร์
คำอธิบายเสียง: เป็นเสียงหอนแหลมๆ (Whining) หรือเสียงครางต่ำๆ (Groaning) ที่ดังขึ้นจากบริเวณดุมล้อที่เป็นที่อยู่ของมอเตอร์ (Hub Motor) เสียงนี้จะดังขึ้นตามความเร็วหรือเมื่อมอเตอร์ต้องรับภาระหนัก เช่น การขี่ขึ้นทางชัน
สาเหตุที่เป็นไปได้:
- ตลับลูกปืน (Bearings) สึกหรอ: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อลูกปืนภายในมอเตอร์เริ่มเสื่อมสภาพ จะเกิดการเสียดสีและสร้างเสียงหอนดังขึ้น
- น้ำหรือความชื้นเข้าสู่มอเตอร์: ความชื้นสามารถทำลายชิ้นส่วนภายในและทำให้เกิดการกัดกร่อน ส่งผลให้เกิดเสียงผิดปกติและอาจทำให้มอเตอร์เสียหายอย่างถาวร
- ชุดเกียร์ภายในมอเตอร์ (Planetary Gears) เสียหาย: ในมอเตอร์บางประเภทจะมีชุดเกียร์ขนาดเล็กอยู่ภายใน หากเกียร์เหล่านี้แตกหักหรือสึกหรอ จะทำให้เกิดเสียงดังขณะทำงาน
- ปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า: ในบางกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก เสียงอาจเกิดจากปัญหาการจ่ายไฟที่ไม่สม่ำเสมอไปยังมอเตอร์
การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น: ปัญหาเกี่ยวกับมอเตอร์มักมีความซับซ้อนและต้องการเครื่องมือพิเศษในการซ่อมแซม หากได้ยินเสียงหอนจากมอเตอร์ ควรหยุดใช้งานและนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญด้าน E-Bike ตรวจสอบทันที การพยายามซ่อมแซมเองโดยไม่มีความรู้อาจทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น
4. เสียงคลิก หรือเคาะ เป็นจังหวะจากล้อ
คำอธิบายเสียง: เป็นเสียง “คลิก” หรือ “ติ๊กๆ” ที่ดังขึ้นเป็นจังหวะสอดคล้องกับการหมุนของล้อ โดยจะดังเร็วขึ้นเมื่อขี่เร็วขึ้น และช้าลงเมื่อขี่ช้าลง
สาเหตุที่เป็นไปได้:
- ซี่ลวด (Spoke) หย่อน: เมื่อซี่ลวดบางเส้นหย่อนเกินไป มันจะขยับและเสียดสีกับซี่ลวดเส้นอื่นขณะที่ล้อหมุน ทำให้เกิดเสียงคลิกเป็นจังหวะ
- ตลับลูกปืนดุมล้อ (Wheel Bearings) เสียหาย: คล้ายกับปัญหามอเตอร์ แต่เกิดขึ้นที่ดุมล้อ (ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง) ลูกปืนที่แตกหรือสึกหรอจะทำให้เกิดเสียงดังเมื่อล้อหมุน
- มีวัตถุแปลกปลอมติดอยู่ที่ยางหรือล้อ: อาจมีหิน ก้อนกรวด หรือเศษแก้วเล็กๆ ฝังอยู่ในดอกยาง ซึ่งจะกระทบกับพื้นถนนทุกครั้งที่ล้อหมุนครบรอบ
- จานเบรกกระทบกับคาลิปเปอร์: หากจานเบรกคดงอเล็กน้อย มันอาจจะไปกระทบกับผ้าเบรกหรือคาลิปเปอร์เพียงจุดเดียวในแต่ละรอบของการหมุน
การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น: เริ่มจากการยกรถขึ้นแล้วหมุนล้อฟังเสียงอย่างช้าๆ ตรวจสอบผิวยางอย่างละเอียดเพื่อหาวัตถุแปลกปลอม ลองบีบซี่ลวดแต่ละเส้นเพื่อเช็กความตึง หากพบว่ามีเส้นใดหย่อนกว่าปกติอย่างชัดเจน ควรนำไปให้ช่างตั้งซี่ลวดใหม่ การปล่อยให้ซี่ลวดหย่อนอาจทำให้วงล้อเสียศูนย์ได้ นอกจากนี้ควรตรวจสอบลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอ เพราะลมยางที่อ่อนเกินไปอาจเพิ่มภาระให้กับส่วนประกอบของล้อได้
5. เสียงสั่นสะเทือนหรือเสียงก้องผิดปกติ
คำอธิบายเสียง: เสียงสั่นๆ หรือเสียงก้องที่เกิดขึ้นขณะขับขี่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบ หรืออาจเกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นเสียงที่บอกถึงชิ้นส่วนบางอย่างที่หลวมและต้องการการขันให้แน่น
สาเหตุที่เป็นไปได้:
- บังโคลนหรือตะแกรงท้ายหลวม: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด น็อตที่ยึดบังโคลนหรือตะแกรงอาจคลายตัวจากการสั่นสะเทือน ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ขยับและกระทบกับโครงรถหรือล้อ
- แบตเตอรี่ติดตั้งไม่แน่น: หากตัวล็อกแบตเตอรี่หลวม จะทำให้แบตเตอรี่ขยับตัวในรางยึดและเกิดเสียงดังได้
- ขาตั้งหลวม: สปริงของขาตั้งอาจยืดหรือน็อตยึดอาจคลายตัว ทำให้ขาตั้งสั่นและเกิดเสียงดังขณะขับขี่
- น็อตหรือสกรูอื่นๆ คลายตัว: ควรตรวจสอบจุดยึดต่างๆ ทั่วทั้งคัน เช่น คอแฮนด์, หลักอาน, หรือชุดขาจาน
การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น: ทำการตรวจสอบและลองขยับชิ้นส่วนต่างๆ เช่น บังโคลน ตะแกรง ขาตั้ง และแบตเตอรี่ หากพบว่าชิ้นส่วนใดหลวม ให้ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมขันน็อตให้แน่น ควรทำการตรวจสอบความแน่นของน็อตและสกรูต่างๆ เป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนหลุดออกระหว่างการขับขี่ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
ตารางสรุปปัญหาและแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น
| เสียงที่ได้ยิน | สาเหตุที่เป็นไปได้ | การตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น |
|---|---|---|
| 1. เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากเบรก | ผ้าเบรกสกปรก, ผ้าเบรกสึกหรอ, จานเบรกคดงอ | ทำความสะอาดจานเบรก/ผ้าเบรก, ตรวจสอบความหนาผ้าเบรก, สังเกตการหมุนของจานเบรก |
| 2. เสียงโซ่ดังแกรกๆ | โซ่แห้ง, โซ่/เฟืองสึกหรอ, ตีนผีไม่ตรง | ทำความสะอาดและหล่อลื่นโซ่, ตรวจสอบการยืดของโซ่, สังเกตแนวการวิ่งของโซ่บนเฟือง |
| 3. เสียงหอนจากมอเตอร์ | ลูกปืนมอเตอร์สึกหรอ, ความชื้นเข้าระบบ, เกียร์ภายในเสียหาย | เป็นปัญหาระบบภายใน ควรหยุดใช้งานและปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญทันที |
| 4. เสียงคลิกเป็นจังหวะที่ล้อ | ซี่ลวดหย่อน, ลูกปืนดุมล้อเสียหาย, มีสิ่งแปลกปลอมในยาง | ลองบีบซี่ลวด, หมุนล้อฟังเสียง, ตรวจสอบหน้ายางอย่างละเอียด |
| 5. เสียงสั่น/ก้อง | บังโคลน/ตะแกรงหลวม, แบตเตอรี่ไม่แน่น, น็อตต่างๆ คลายตัว | ตรวจสอบและขันน็อตยึดอุปกรณ์เสริมและจุดต่างๆ ทั่วทั้งคันให้แน่น |
เคล็ดลับการดูแล E-Bike เพื่อยืดอายุการใช้งาน
การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข การดูแลจักรยานไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่จะช่วยลดโอกาสการเกิดเสียงผิดปกติ แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของส่วนประกอบต่างๆ และทำให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
การตรวจสอบก่อนขับขี่ทุกครั้ง
ก่อนนำ E-Bike ออกไปใช้งานทุกครั้ง ควรใช้เวลาสักครู่เพื่อตรวจสอบส่วนประกอบสำคัญต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า “ABC Check” ซึ่งย่อมาจาก Air (ลมยาง), Brakes (เบรก), และ Chain (โซ่)
- Air (ลมยาง): ตรวจสอบแรงดันลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ผลิตแนะนำ การเติมลมยางให้เหมาะสมจะช่วยลดแรงกระแทก ทำให้มอเตอร์ทำงานน้อยลง และป้องกันความเสียหายต่อขอบล้อ
- Brakes (เบรก): ลองกำเบรกทั้งหน้าและหลังเพื่อทดสอบการทำงาน ว่าสามารถหยุดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และสังเกตว่ามีเสียงผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
- Chain (โซ่): ตรวจสอบสภาพโซ่ว่าสะอาดและมีการหล่อลื่นที่เพียงพอหรือไม่
ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ
นอกจากการดูแลรักษารถแล้ว อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
- หมวกนิรภัย: เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุ ควรเลือกสวมหมวกที่ได้มาตรฐานและมีขนาดพอดีกับศีรษะ
- ไฟส่องสว่าง: การติดตั้งไฟหน้าและไฟท้ายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย เพื่อให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
- อุปกรณ์ให้สัญญาณ: การใช้กระดิ่งหรือแตรเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้คนในบริเวณใกล้เคียงรับรู้ถึงการมาถึง เป็นการเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
การทำความสะอาดและบำรุงรักษาตามระยะ
การทำความสะอาดจักรยานไฟฟ้าเป็นประจำจะช่วยกำจัดคราบสกปรกที่อาจเข้าไปทำความเสียหายให้กับชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ ควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดเฟรมและส่วนประกอบต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดโดยตรงไปยังบริเวณมอเตอร์ แบตเตอรี่ และหน้าจอแสดงผล เพราะอาจทำให้น้ำเข้าไปสร้างความเสียหายในระบบไฟฟ้าได้ และควรนำรถเข้ารับการตรวจเช็กสภาพโดยรวมจากช่างผู้ชำนาญอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
สรุป: อย่าละเลยสัญญาณเตือนจาก E-Bike
เสียงผิดปกติจากจักรยานไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรมองข้าม แต่มันคือภาษาที่ยานพาหนะใช้สื่อสารกับผู้ขับขี่เพื่อแจ้งเตือนถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การทำความเข้าใจ “5 เสียงเตือนจาก E-Bike” ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากเบรก, โซ่, มอเตอร์, ล้อ หรือเสียงสั่นสะเทือนทั่วไป จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวินิจฉัยปัญหาเบื้องต้นและดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เช่น การตรวจสอบลมยาง, การหล่อลื่นโซ่, และการตรวจเช็กความแน่นของน็อตอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและยืดอายุการใช้งานให้กับ E-Bike คู่ใจ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงระยะยาว แต่ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง
หากคุณพบว่า E-Bike ของคุณมีเสียงผิดปกติที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง หรือต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาจักรยานไฟฟ้า ที่ GIANT Shopping Mall เรามีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาและบริการ จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ LINE และสามารถเยี่ยมชมสินค้าได้ที่เว็บไซต์ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
