จับตานโยบายรัฐ 2026: ลดหย่อนภาษี E-Bike จะเกิดขึ้นจริง?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มรูปแบบผ่านนโยบายสนับสนุนต่างๆ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองคือ นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ภาครัฐจะมีนโยบายสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสองล้ออย่างจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ในปี 2569 หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลจากประกาศภาครัฐล่าสุดเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในประเด็นนี้
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- นโยบายหลักมุ่งเน้นรถยนต์: มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐสำหรับปี 2569 ที่ประกาศออกมาแล้ว ยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) เป็นสำคัญ
- ยังไม่มีนโยบาย E-Bike ที่ชัดเจน: จากข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 ยังไม่พบการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) โดยตรงสำหรับปี 2569
- สถานะภาษีจักรยานยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน: ภาษีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงอยู่ในอัตราที่ต่ำเพียง 10 บาท แต่มาตรการนี้จะสิ้นสุดลงในปลายปี 2568 และยังไม่มีการยืนยันสำหรับปีถัดไป
- โอกาสในฐานะ EV Ecosystem: แม้จะไม่มีนโยบายเฉพาะทาง แต่ E-Bike ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมในภาพรวมในอนาคต
- ความต้องการของตลาดเป็นตัวแปรสำคัญ: การเติบโตของตลาด E-Bike และความต้องการของผู้บริโภค อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป
ส่วนนำ (Lead)
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญของภาครัฐ ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่าการสนับสนุนจะครอบคลุมเพียงใด และนำมาสู่ประเด็นที่ต้อง จับตานโยบายรัฐ 2026: ลดหย่อนภาษี E-Bike จะเกิดขึ้นจริง? ขณะที่มาตรการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีความชัดเจนมากขึ้น สถานะของยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าอย่าง E-Bike ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการจำนวนมาก การทำความเข้าใจนโยบายปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินทิศทางของตลาดและโอกาสในการเข้าถึง E-Bike ในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกรายละเอียดจากข้อมูลที่เป็นทางการ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับอนาคต E-Bike ในประเทศไทย
ภาพรวมทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยในปี 2569
รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน นโยบายที่ออกมาจึงมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน การผลิต และการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย เหตุผลเบื้องหลังการผลักดันนี้มีความหลากหลาย ตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง ไปจนถึงการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายในช่วงแรกคือผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์คันใหม่ ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทันต่อเทรนด์โลก โดยช่วงเวลาสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ไปสู่โครงสร้างภาษีใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องและความจริงจังของภาครัฐในการส่งเสริมนโยบาย EV อย่างเป็นระบบ
เจาะลึกมาตรการภาษี EV ปี 2569 ที่ประกาศแล้ว
เพื่อทำความเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย E-Bike การพิจารณามาตรการที่ภาครัฐได้ประกาศใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เนื่องจากสามารถสะท้อนกรอบความคิดและทิศทางของนโยบายในภาพรวมได้
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด
สำหรับปี 2569 โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะได้รับการปรับปรุงเพื่อให้จูงใจผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- รถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle – BEV): อัตราภาษีถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2% จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 8% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำมากและมีผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่แข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้มากขึ้น สำหรับรถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup) ก็จะถูกจัดเก็บในอัตรา 2% เช่นกัน จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 0%
- รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV): อัตราภาษีสำหรับรถยนต์กลุ่มนี้จะถูกคำนวณโดยอิงตามประสิทธิภาพการใช้งานในโหมดไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง
- รถยนต์ที่มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าตั้งแต่ 80 กิโลเมตรขึ้นไปต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะเสียภาษีในอัตรา 5%
- รถยนต์ที่มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จ จะเสียภาษีในอัตรา 10%
เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งสำหรับรถยนต์ PHEV ที่จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีพิเศษนี้ คือต้องมีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems – ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและส่งเสริมฐานการผลิตในไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษีประจำปี
นอกเหนือจากภาษีสรรพสามิตซึ่งมีผลต่อราคาซื้อขาย αρχικάแล้ว ภาษีประจำปีก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้ใช้ยานยนต์ต้องพิจารณา ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีมาตรการลดหย่อนภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ลงถึง 80% เป็นเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ครอบคลุมรถที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2568 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่ามาตรการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว และยังไม่มีการประกาศขยายเวลาหรือมาตรการใหม่สำหรับปี 2569
ในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมถึง E-Bike บางประเภทนั้น ปัจจุบัน (จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568) มีอัตราภาษีประจำปีที่ต่ำมากเพียง 10 บาทต่อคัน ทั้งสำหรับรถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ แต่เช่นเดียวกันกับมาตรการลดหย่อนของรถยนต์ ยังไม่มีการยืนยันว่าอัตราพิเศษนี้จะถูกนำมาใช้ต่อในปี 2569 หรือไม่ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดในระดับหนึ่ง
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบายภาครัฐ
แม้ว่านโยบายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะมีความชัดเจน แต่สถานะของจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike กลับยังคงคลุมเครือ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากสองมุมมองหลัก
การไม่มีชื่อ E-Bike ในประกาศนโยบายหลัก
จากการตรวจสอบประกาศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับปี 2569 อย่างละเอียด ไม่พบการกล่าวถึง “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “E-Bike” เป็นการเฉพาะเจาะจง การสื่อสารของภาครัฐส่วนใหญ่เน้นไปที่ยานยนต์ 4 ล้อเป็นหลัก ซึ่งอาจตีความได้ว่าในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน ภาครัฐต้องการมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบในวงกว้างผ่านตลาดรถยนต์ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่า นอกจากนี้ การกำกับดูแลและมาตรฐานของ E-Bike ในประเทศไทยยังมีความซับซ้อนและแตกต่างจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การออกมาตรการเฉพาะทางสำหรับ E-Bike ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ
มุมมองในฐานะส่วนหนึ่งของ EV Ecosystem
อย่างไรก็ตาม การไม่มีชื่อ E-Bike ในนโยบายหลักไม่ได้หมายความว่ายานพาหนะประเภทนี้จะถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง ในภาพใหญ่ E-Bike ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ซึ่งหมายรวมถึงยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท สถานีชาร์จ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และมาตรการ “Made in Thailand” ที่กำหนดให้ยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศอย่างน้อย 40% เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อาจเป็นช่องทางที่ผู้ผลิต E-Bike สามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้ในทางอ้อม หาก E-Bike ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม ก็มีความเป็นไปได้ว่ามาตรการสนับสนุนการผลิตในประเทศอาจขยายผลมาถึงอุตสาหกรรม E-Bike ในอนาคต แต่ทั้งนี้ต้องรอการตีความและประกาศที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
วิเคราะห์แนวโน้มและอนาคตของตลาด E-Bike ในประเทศไทย
แม้จะยังไม่มีนโยบายสนับสนุนโดยตรง แต่แนวโน้มของตลาด E-Bike ในประเทศไทยยังคงมีทิศทางที่เป็นบวก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่อาจผลักดันให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต
ปัจจัยขับเคลื่อนที่อาจนำไปสู่นโยบายสนับสนุน
- ความต้องการการเดินทางส่วนบุคคล (Personal Mobility): การจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น ทำให้ผู้คนมองหาทางเลือกในการเดินทางระยะสั้นที่มีประสิทธิภาพและประหยัด E-Bike ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยม
- กระแสรักษ์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม: ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น E-Bike เป็นการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการเดินทางที่ไม่สร้างมลพิษ
- การขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน: การพัฒนาเส้นทางจักรยานและพื้นที่สาธารณะในหลายเมืองใหญ่ ช่วยส่งเสริมให้การใช้งาน E-Bike มีความปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
- แรงผลักดันจากภาคเอกชน: การเติบโตของผู้ผลิตและผู้นำเข้า E-Bike ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้ภาครัฐต้องเข้ามาจัดระเบียบและให้การสนับสนุน
รูปแบบมาตรการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หากในอนาคตภาครัฐตัดสินใจออกมาตรการสนับสนุน E-Bike โดยเฉพาะ รูปแบบของมาตรการอาจอ้างอิงจากนโยบายที่เคยใช้กับยานยนต์ประเภทอื่น ๆ ได้ดังนี้:
- การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้า: เพื่อทำให้ราคาจำหน่าย E-Bike ที่นำเข้าจากต่างประเทศถูกลง และกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น
- เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อ: อาจเป็นรูปแบบของเงินคืน (Cashback) หรือส่วนลด ณ จุดขาย ซึ่งเป็นมาตรการที่เคยประสบความสำเร็จกับโครงการรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: การให้สิทธิ์ผู้ซื้อ E-Bike นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีประจำปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อ
- การคงอัตราภาษีประจำปีในระดับต่ำ: การขยายเวลาหรือกำหนดอัตราภาษีประจำปีสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระดับต่ำอย่างถาวร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รูปแบบเหล่านี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์จากแนวทางที่มีอยู่ การตัดสินใจของภาครัฐจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบด้านงบประมาณและความเหมาะสมกับบริบทของตลาด E-Bike ต่อไป
ตารางเปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าปี 2569
| ประเภทรถ | อัตราภาษีสรรพสามิตปี 2569 | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | 2% | ไม่มีเงื่อนไขเฉพาะด้านเทคนิค |
| รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) | 5% – 10% | อิงตามระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (≥80 กม. หรือ <80 กม.), ต้องติดตั้ง ADAS และผลิตในประเทศ |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ยังไม่มีประกาศสำหรับปี 2569 | สถานะปัจจุบัน: ภาษีประจำปี 10 บาท (ถึง พ.ย. 68), ภาษีสรรพสามิตยังไม่มีมาตรการเฉพาะ |
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ E-Bike
โดยสรุป จากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “นโยบายรัฐ 2026: ลดหย่อนภาษี E-Bike จะเกิดขึ้นจริง?” ยังคงเป็น “ยังไม่มีความชัดเจน” นโยบายของภาครัฐในปี 2569 มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้างและวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิต EV ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ E-Bike ไม่ได้หยุดนิ่ง แนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับทิศทางของโลกที่มุ่งสู่การเดินทางที่สะอาดและยั่งยืน เป็นปัจจัยบวกที่อาจผลักดันให้ภาครัฐหันมาพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนสำหรับ E-Bike ในอนาคตอันใกล้ ผู้ที่สนใจจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในปัจจุบัน การรอคอยนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบเดียว การเลือกซื้อ E-Bike จากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์คุณภาพให้เลือกหลากหลาย จะช่วยให้ได้ยานพาหนะที่ตรงต่อความต้องการและคุ้มค่าในระยะยาว
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ดีไซน์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
