ส่องนโยบาย EV รัฐ: E-Bike ได้รับส่วนลดด้วยไหม?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนสงสัยคือ การส่องนโยบาย EV รัฐ: E-Bike ได้รับส่วนลดด้วยไหม? ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากมาตรการสนับสนุนส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้ผู้ที่สนใจยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าอย่างจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเกิดความไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ตนจะได้รับ
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และ E-Bike
- มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐในชุดล่าสุด (EV3.5) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก
- จากข้อมูลล่าสุด ณ ปลายปี 2568 ยังไม่มีการประกาศมาตรการอุดหนุนหรือส่วนลดใหม่ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ภายใต้นโยบาย EV3.5 อย่างเป็นทางการ
- ในอดีตเคยมีมาตรการให้เงินอุดหนุน E-Bike จำนวน 18,000 บาทต่อคัน ภายใต้นโยบายก่อนหน้า แต่สถานะของมาตรการดังกล่าวในปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่าจะถูกนำมาปรับใช้หรือต่อยอดในนโยบายใหม่หรือไม่
- ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike และต้องการรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ควรติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) อย่างใกล้ชิด
- แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง การเลือกใช้ E-Bike ยังคงมีข้อดีในด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ภาพรวมและทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค ตามเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี พ.ศ. 2573 มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจึงถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งอุปสงค์ (ผู้ซื้อ) และอุปทาน (ผู้ผลิต) ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต และการสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV3.0 ไปสู่ EV3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการปรับนโยบายให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งหวังที่จะรักษาเสถียรภาพของตลาด ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและสงครามราคาที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้บริโภคที่วางแผนจะซื้อรถไฟฟ้า EV จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขของนโยบายล่าสุด เพื่อวางแผนและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
เจาะลึกมาตรการ EV3.5: ฉบับล่าสุด
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV3.5 ตามข้อเสนอของบอร์ด EV โดยมีสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดและผู้บริโภค
การปรับปรุงเงื่อนไขและกรอบเวลา
เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยืดหยุ่นในการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ภาครัฐได้มีการปรับปรุงกรอบเวลาและเงื่อนไขบางประการ ดังนี้
- ขยายเวลาจำหน่ายและจดทะเบียน: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการเดิม (EV3) ได้รับการขยายเวลาจำหน่ายไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และสามารถจดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ส่วนมาตรการปัจจุบัน (EV3.5) กำหนดเวลาจำหน่ายถึง 31 ธันวาคม 2570 และจดทะเบียนถึง 31 มกราคม 2571
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต: ผู้ผลิตที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถนำยอดการผลิตมาชดเชยภายใต้เงื่อนไขของมาตรการ EV3.5 ได้ เพื่อเป็นการรักษาฐานการผลิตและปรับตัวตามความต้องการของตลาด
- ผ่อนผันการใช้ชิ้นส่วน: มีการผ่อนผันให้นำเข้าเซลล์แบตเตอรี่มาคำนวณเป็นมูลค่าชิ้นส่วนในประเทศได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของราคารถ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นในระยะต่อไป
- ทางเลือกสำหรับผู้นำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาแต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ผู้ประกอบการสามารถเลือกคืนส่วนต่างภาษีสรรพสามิตได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า
ผลกระทบต่อราคายานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2569
การเปลี่ยนแปลงระดับเงินอุดหนุนและอัตราภาษีภายใต้มาตรการ EV3.5 จะส่งผลให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งผู้บริโภคควรรับทราบข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนการซื้อ
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | การเปลี่ยนแปลงในมาตรการ EV3.5 | ผลกระทบต่อราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ผลิตในประเทศ | เงินอุดหนุนลดลงจากสูงสุด 150,000 บาท เหลือ 50,000 บาทต่อคัน | ต้นทุนผู้ผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 บาท ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาจำหน่าย |
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) นำเข้า | ยกเลิกเงินอุดหนุน 75,000 บาท และอัตราภาษีสรรพสามิตกลับมาเป็น 10% (จากเดิม 2%) | ราคาจำหน่ายอาจปรับตัวสูงขึ้น 120,000–300,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและราคาตั้งต้น |
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวม (BEV, PHEV, HEV/MHEV) ในปี 2569 ชะลอตัวลง เนื่องจากราคาสูงขึ้น และอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปพิจารณารถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เป็นทางเลือกมากขึ้น
สถานะของจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ในมาตรการปัจจุบัน
สำหรับคำถามสำคัญที่ว่า E-Bike ได้รับส่วนลดหรือเงินอุดหนุนภายใต้นโยบาย EV ภาครัฐฉบับล่าสุดหรือไม่นั้น จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาสามารถสรุปสถานะได้ดังนี้
นโยบายที่มุ่งเน้นรถยนต์และรถกระบะเป็นหลัก
ข้อมูลจากมติคณะรัฐมนตรีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ EV3 และ EV3.5 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (BEV) และรถกระบะไฟฟ้าเป็นสำคัญ โดยไม่มีการระบุถึงมาตรการอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้า เช่น จักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งเป็นอันดับแรก
เงินอุดหนุน E-Bike ในอดีตและสถานะที่ไม่แน่นอน
หากย้อนกลับไปดูข้อมูลจากกระทรวงพลังงานในปี 2566 จะพบว่าเคยมีโครงการให้เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตแบบ CKD (Completely Knocked Down) ในประเทศ จำนวน 18,000 บาทต่อคัน ภายใต้มาตรการ EV ชุดก่อนหน้า ซึ่งมีกรอบระยะเวลาตั้งแต่ปี 2565–2568 อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่มาตรการ EV3.5 กลับไม่มีการยืนยันหรือประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีการต่ออายุหรือปรับปรุงมาตรการสนับสนุน E-Bike นี้ต่อไป
แม้ในอดีตเคยมีมาตรการสนับสนุนจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ในประกาศล่าสุดของนโยบาย EV3.5 ยังไม่มีการระบุถึงการต่ออายุหรือการให้เงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike อย่างเป็นทางการ ทำให้สถานะของสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
การขาดข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับ E-Bike ในปี 2568 บ่งชี้ว่านโยบายหลักยังคงจำกัดวงอยู่ที่รถยนต์ หรืออาจมีนโยบายเฉพาะสำหรับสองล้อไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ
แนวโน้มอนาคตและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ E-Bike
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเงินอุดหนุน แต่ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ยังสามารถเตรียมความพร้อมและพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจได้
ความสำคัญของการติดตามประกาศจากบอร์ด EV
หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศคือ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV ดังนั้น หากจะมีการออกมาตรการสนับสนุน E-Bike หรือยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต ประกาศอย่างเป็นทางการจะมาจากหน่วยงานนี้เป็นที่แรก ผู้บริโภคจึงควรติดตามข่าวสารจากช่องทางที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ปัจจัยที่ควรพิจารณานอกเหนือจากเงินอุดหนุน
การตัดสินใจซื้อ E-Bike ไม่ควรขึ้นอยู่กับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น:
- ความประหยัด: ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าถูกกว่าการเติมน้ำมันอย่างมาก รวมถึงค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาป
- ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: E-Bike ไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศโดยตรง ช่วยลดปัญหามลภาวะ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น
- ความคล่องตัวในการเดินทาง: เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ถึงปานกลางในเมือง สามารถหลีกเลี่ยงปัญหารถติดและหาที่จอดได้ง่ายกว่ารถยนต์
- ตลาดที่มีการเติบโต: ปัจจุบันมีผู้ผลิตและจำหน่าย E-Bike หลากหลายแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และระดับราคา ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการและงบประมาณ โดยไม่ต้องรอมาตรการจากภาครัฐ
บทสรุปและช่องทางการเลือกซื้อ E-Bike คุณภาพ
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า ส่องนโยบาย EV รัฐ: E-Bike ได้รับส่วนลดด้วยไหม? คือ ณ ปัจจุบัน มาตรการ EV3.5 ยังคงมุ่งเน้นไปที่รถยนต์และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก และยังไม่มีการยืนยันเรื่องเงินอุดหนุนหรือส่วนลดใหม่สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) อย่างเป็นทางการ ผู้ที่สนใจจึงต้องติดตามประกาศจากบอร์ด EV ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านโยบายภาครัฐจะยังไม่ชัดเจนเรื่องส่วนลดโดยตรง การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในยุคใหม่ ที่ให้ทั้งความประหยัด ความคล่องตัว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
